หน้าแรก

หน้าเว็บ

การสร้าง Portfolio


      ปัจจุบัน Portfolio นับเป็นอีกปัจจัยสำคัญประการหนึ่งในการพิจารณา บุคคลเพื่อเข้าศึกษาต่อในคณะแพทยศาสตร์ โดยในแต่ละสถาบันก็มักจะมีข้อกำหนดเรื่องรูปแบบและข้อกำหนดที่แตกต่างกันออกไป วันนี้พี่มีคำแนะนำการเตรียมตัวทำ Portfolio ให้โดดเด่นถูกใจอาจารย์แพทย์ และเพิ่มโอกาสในการได้รับการคัดเลือก มาเสนอแนะ
      Portfolio หรือ ชื่อภาษาไทยคือ แฟ้มสะสมผลงาน ที่จะรวบรวมข้อมูลพื้นฐาน ประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษา กิจกรรมทั้งในและนอกโรงเรียน ความสามารถพิเศษ รูปถ่ายกิจกรรม หรือจดหมายรับรองตัวบุคคล ซึ่งเหล่านี้น้องน้องคงหาตัวอย่างได้ไม่ยาก แต่วันนี้พี่จะมาขอเน้นรายละเอียดในส่วนที่คิดว่ามีความสำคัญสำหรับน้องน้องที่อยากสมัครแพทย์เลยละกัน
ประวัติส่วนตัวและประวัติการศึกษา : ส่วนนี้เป็นข้อมูลพื้นฐานของน้องน้องที่แค่เอามาจัดรูปแบบการนำเสนอให้ดูง่าย
เกียรติประวัติส่วนตัว : ส่วนนี้พี่แนะนำให้น้องน้องเก็บรวมรวบผลงานตั้งแต่เด็ก และมีหลักฐานยืนยันทุกอัน ถ้ามีจำนวนมากอาจใช้วิธีการเลือกมาเฉพาะสิ่งที่น่าสนใจและภูมิใจ หรืออาจทำเป็นตาราง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นน้องควรจำรายละเอียดและที่มาของรางวัลดังกล่าวให้ได้
กิจกรรม : ส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญที่ต้องใช้การเตรียมตัวค่อนข้างนาน และต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก โดยพี่ขอแบ่งเป็นกิจกรรมในหลักสูตรและนอกหลักสูตร
กิจกรรมในหลักสูตร หมายถึง กิจกรรมที่จัดขี้นในโรงเรียน ไม่ว่าจะจัดโดยอาจารย์ หรือ คณะกรรมการนักเรียนด้วยกันเอง ส่วนนี้เป็นกิจกรรมที่ง่ายในการเข้าร่วม เพราะมักจัดภายในโรงเรียนอยู่แล้ว น้องควรแสดงให้เห็นถึงกิจกรรมที่น้องได้เข้าไปมีส่วนร่วม ทั้งด้านวิชาการ กีฬา และสาธารณประโยชน์ แสดงให้เห็นถึงการทำงานร่วมกับผู้อื่น และเป็นผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่ดี ยิ่งหากมีโอกาส กิจกรรมในโรงเรียน เป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่สุด ที่ให้โอกาสน้องแสดงความเป็นผู้นำ ควรมีกิจกรรมที่น้องได้เป็นหัวหน้าไม่ว่าจะกลุ่มใหญ่หรือกลุ่มย่อย
      สรุป เข้าร่วมทุกกิจกรรมในโรงเรียน เพราะกิจกรรมเหล่านี้มักถูกคัดสรรมาแล้วว่ามีประโยชน์ ไม่เสียค่าใช้จ่าย และยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงมนุษยสัมพันธ์อันดี รู้จักแบ่งเวลาเรียนและเล่น หาโอกาสแสดงความเป็นผู้นำด้วยการอาจจะเป็นหัวหน้างาน เพื่อฝึกฝนและแสดงให้เห็นทักษะด้านการประสานงาน
กิจกรรมนอกหลักสูตร ส่วนนี้พี่มีความกังวลและอยากอธิบายให้น้องเข้าใจถึงกิจกรรมที่น่าสนใจ ก่อนอื่นพี่ขอแนะนำว่ากิจกรรมทุกอย่างที่น้องเข้าไปทำควรเกิดจากความสนใจ ความตั้งใจ มิใช่หวังเพียงแค่การไปถ่ายภาพเพื่อเอามาลง port เหล่านี้คือพื้นฐานของทัศนคติของความเป็นแพทย์ คือต้องมีความสนใจ ใส่ใจในการดูแลคนไข้ มิใช่เพียงแค่ฉาบฉวยถือโอกาส และหายไป ให้นึกถึงจิตใจของคนจัดกิจกรรมว่าเค้าเหนื่อยแค่ไหนในการจัดกิจกรรม เค้าหวังผลกับผู้เข้าร่วมอย่างไร ถ้าน้องมีความตั้งใจเหล่านี้เป็นพื้นฐานแล้ว มั่นใจได้เลยว่าทุกกิจกรรมที่น้องไปมีส่วนร่วมล้วนแต่ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งสิ้น กิจกรรมที่พี่แนะนำโดยเฉพาะกับน้องที่อยากเป็นแพทย์มีดังนี้
กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ ส่วนนี้พี่อาจจะแนะนำให้น้องลองไปติดต่อแต่ละ โรงพยาบาลดู ส่วนมากมักจะมีงานจิตอาสาให้น้องน้องได้เข้าไปมีส่วนร่วมได้ โดยมีข้อดีคือได้ไปเห็นบรรยากาศในโรงพยาบาล และอาจจะได้รู้จักกับบุคลาการด้านการแพทย์ ได้เรียนรู้ เข้าใจ ทัศนคติการทำงาน สามารถนำมาใช้ประกอบการสัมภาษณ์ได้ นอกจากนี้มูลนิธิหรือองค์กรการกุศลบางแห่ง ก็มักมีงานจิตอาสาให้เข้าไปมีส่วนร่วมอยู่เสมอ
กิจกรรมเพิ่มพูนทักษะด้านการแพทย์ เหล่านี้อาจจะเป็นส่วนที่ยากในการเข้าถึง อาจจะต้องใช้วิธีการรวมกลุ่มนักเรียนที่สนใจ ให้ทางโรงเรียนติดต่อกับทางโรงพยาบาล เพื่อให้น้องน้องมีโอกาสได้เข้ามาดูการทำงานของแพทย์ หรืออีกทางหนึ่งคือการเข้าร่วมกิจกรรมของคณะแพทย์ต่าง ๆ เช่น open house เป็นต้น แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องแนะนำน้องน้องคือการรักษาและเคารพข้อมูลคนไข้ ทุกครั้งที่น้องมีโอกาสได้เจอคนไข้ ควรมีการแนะนำตัวว่าเป็นใคร มาจากไหน และไม่นำความลับข้อมูลคนไข้ไปเผยแพร่ สิ่งนี้เป็นพื้นฐานสำคัญประการหนึ่งของจริยธรรมทางการแพทย์
กิจกรรมด้านการกีฬาและสันทนาการ เป็นอีกส่วนที่น้องควรแสดงให้เห็นถึงการแบ่งเวลาที่ดี ทั้งเรียนและเล่น คือไม่ใช่ว่าจะเอาแต่การเรียนเท่านั้น ไม่มีทักษะการดำเนินชีวิตด้านอื่นเลย ควรมีกิจกรรมและงานอดิเรกอื่น เช่น กีฬา ดนตรี และศิลปะ เพื่อแสดงให้เห็นว่าน้องเป็นผู้ที่มีทักษะด้านอื่น และไม่เครียดกับการเรียนหรือการทำงานมากเกินไป
      สรุป นับได้ว่าส่วนนี้เป็นส่วนที่ต้องใช้การเตรียมตัวมากที่สุด และ นำมาใช้ประกอบการพิจารณาค่อนข้างมาก เพราะเป็นสิ่งที่บ่งบอกตัวตน ความสนใจ ทัศนคติ ของน้องน้องได้เป็นอย่างดี พี่จึงแนะนำให้ทำเก็บสะสมไว้ตั้งแต่เด็ก เนื่องจากปัจจุบันในทุกสาขา ย่อมต้องใช้ port ในการเข้าเรียนด้วยเสมอ แต่หากน้องน้องมั่นใจว่าอยากเรียนแพทย์แน่แล้ว ก็อาจจะเน้นเสริมกิจกรรมด้านนี้เป็นพิเศษ อย่าไรก็ตามขอแนะนำว่าให้เข้าร่วมทุกกิจกรรมด้วยความตั้งใจ มิใช่หวังเพียงแค่เอามาลง port เท่านั้น และกิจกรรมส่วนมากมักไม่เสียค่าใช้จ่าย ทางศูนย์แนะแนวการศึกษาต่อแพทย์ Medi Exam จะพยายามรวบรวมสถานที่มาให้น้องน้องที่สนใจ
งานวิจัย : น้องน้องหลายคนมักถามถึงความจำเป็นของงานวิจัยว่าจำเป็นต้องมีไหม สำหรับความเห็นพี่แนะนำว่าควรมีครับ เพราะในปัจจุบันงานวิจัยนับเป็นทักษะพื้นฐานสำหรับแพทย์ทุกคนทั้งการเริ่มต้นทำวิจัย หรือการอ่านงานวิจัย การมีงานวิจัยแสดงให้เห็นถึงความสนใจ ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ตลอดจนทักษะการสืบค้นข้อมูล การอ่านงานวิจัยที่มีคุณภาพและได้ประโยชน์ แต่น้องน้องจะเข้าถึงงานวิจัยเหล่านี้ได้อย่างไร ตำแนะนำคือ น้องคงได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของทีมงาน โดยอาจจะจากโรงพยาบาลหรือแพทย์ที่รู้จัก แต่ถ้าน้องคนไหนไม่มีก็อย่างพึ่งท้อใจไป ส่วนนี้ทางศูนย์แนะแนวการศึกษาต่อแพทย์ Medi Exam มีงานวิจัยมากมายที่อยากให้น้องเข้ามามีส่วนร่วม ลองติดต่อกันมาดูครับ
      สรุป งานวิจัยควรต้องมีเป็นส่วนหนึ่งของ port เพื่อแสดงให้เห็นถึงทักษะ ความสนใจ และพื้นฐานที่จำเป็นในการเข้าเรียนแพทย์ สุดท้ายคือการจัดรูปแบบและรูปเล่มให้เหมาะสม อ่านและทำความเข้าใจง่าย แสดงให้เห็นถึงตัวตน ทักษะ และความสนใจด้านการแพทย์ โดยพี่แนะนำว่าควรรีบเตรียมตัวให้เร็วที่สุดครับ เพราะ กิจกรรมหรืองานวิจัยบางอย่างอาจต้องใช้เวลาทำเป็นปี จึงจะสำเร็จ
      หากน้องน้องคนไหนยังสงสัย หรือ อยากปรึกษาเรื่องการทำ port การเข้าร่วมกิจกรรม และ การทำงานวิจัย ทางศูนย์แนะแนวการศึกษาต่อแพทย์ Medi Exam ยินดีให้คำปรึกษาโดยพี่พี่ แพทย์ตัวจริงในหลากหลายสาขา ลองติดต่อเข้ามาดูนะครับ